“เด็ก เป็นทรัพยากรของประเทศ เราต้องร่วมกันดูแล”

“ ถ้าผู้พิทักษ์เด็ก ผมมองถึงคนใกล้ตัว พ่อ แม่ ครอบครัว ญาติพี่น้องของเด็กๆ นึกถึงคนใกล้ๆตัวก่อน เพราะคนใกล้ๆตัวจะดูเป็นหูเป็นตา ในความเป็นจริง ในความปลอดภัยของเด็กได้ดีที่สุดแต่ในมุมกลับกันบางคนบอกว่าคนใกล้ตัวก็อาจจะเป็นคนที่ถือว่าทำให้เด็กไม่ปลอดภัยที่สุดอีกเช่นกัน”

นี่เป็นคำอธิบายในมุมมองของคุณประสาน อิงคนันท์ พิธีกรอิสระ ที่ให้คำนิยามเมื่อเอ่ยถึงคำว่า “ผู้พิทักษ์เด็ก” คือคนที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลเด็ก ซึ่งคุณประสานได้กล่าวต่อว่า ผมคิดว่าการที่ทำให้คนในสังคมมาเป็นผู้พิทักษ์เด็ก  ต้องทำให้เขารู้สึกได้ว่า เด็กเป็นสมบัติของทุกคน เด็กไม่ใช่ลูกของคนนั้น ลูกของคนนี้ เด็กเป็นสมบัติของคนในชุมชน เพราะฉะนั้นเด็กที่ถูกทำร้าย หรืออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย คนในชุมชนหรือที่อยู่รอบๆตัว จะบอกว่าไม่ใช่เรื่องของเรา เป็นเรื่องของครอบครัวนั้น ครอบครัวนี้ไม่ได้ ต้องมองว่าเป็นเรื่องของสังคม ต้องมองว่าเป็นเรื่องภาพรวมของประเทศ

เด็กเป็นทรัพยากรบุคคลเป็นทรัพยากรของประเทศ ของสังคม ของชุมชน ที่เราต้องร่วมกันดูแล เมื่อวิธีคิดแบบนี้แล้ว ผมเข้าใจว่าเมื่อเด็กอยู่ในสถานการณ์ไม่ปลอดภัย สถานการณ์ที่เราคิดว่าต้องได้รับการปกป้อง ต้องได้รับการดูแล จะเป็นหน้าที่ของทุกๆคน ที่ทำออกมาจากใจทำออกมาจากจิตสำนึกไม่ใช่เรื่องที่ต้องรณรงค์

สำหรับปัญหาเกี่ยวกับเด็กในมุมมองของคุณประสานนั้น จริงๆมีหลายอย่างด้วยกัน แต่สิ่งที่คุณประสานให้ความสำคัญคือ เรื่องการละเมิด การทำร้ายโดยคนในครอบครัว เหตุที่ให้ความสำคัญในลำดับแรก เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นต้นทางของเด็ก หากเด็กมีประสบการณ์กับสิ่งเหล่านั้น เด็กจะมีชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ กว่าที่จะเยียวยา ซ่อมแซม และฟื้นฟูความรู้สึกของเด็กกลับคืนมาได้มันเป็นเรื่องยาก และใช้เวลานาน อีกเรื่องคือ ความปลอดภัย เช่นเห็นพ่อแม่ขี่รถมอเตอร์ไซค์ อุ้มเด็กทารกมือเดียว พ่อแม่ทำด้วยความประมาท ทั้งรักลูกแต่พ่อแม่คิดแต่ความสะดวก ไม่ได้คิดว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น เด็กเล็กจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ 

จากกระแสนิยมการทำจิตอาสาหรืออาสาสมัครของคนหนุ่มสาวในปัจจุบัน คุณประสานได้มีมุมมองต่อประเด็นนี้ได้อย่างน่าสนใจว่า เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม ในยุคปัจจุบัน เยาวชนคนหนุ่มสาวที่นอกจากเรียนหนังสือหรือทำงาน ยังมีเด็กจำนวนหนึ่งที่เห็นความสำคัญของการใช้พลังของตัวเองมาช่วยงานสังคม โดยเฉพาะยุคนี้เป็นยุคของการสื่อสาร ถ้ามีเด็กคนหนึ่งลุกขึ้นมาทำด้วยพลัง ของเขาจะส่งแรงบันดาลใจมาให้เพื่อนๆ  เวลาที่หนุ่มสาวมารวมตัวกัน จะเป็นขั้นแรกในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่มากขึ้น ไม่ใช่กระบวนการเรียนรู้ในห้อง ในครอบครัว หรือในมหาวิทยาลัย แต่การที่เขาได้พาตัวเองมาสัมผัสกับปัญหาจริงๆในสังคม เขาจะได้มีโอกาส คิดอ่าน และนำความสามารถของตนเอง เผื่อแผ่ เกื้อหนุนถึงคนอื่นๆได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะว่าเขาจะได้เรียนรู้ด้วยว่าจริงๆ เขาไม่สามารถอยู่ด้วยตัวเองตามลำพังได้ การมีชีวิตที่มีความสุข ต้องเกื้อหนุนกับสังคม เมื่อสังคมมีปัญหาเขาจะต้องลงมาช่วยทำ ในยุคนี้มีการแข่งขันที่สูง แข่งกันเรียน แข่งการทำงาน ซึ่งการแข่งขันมากๆจะทำให้เรานึกถึงแต่ตนเองมากเกินไป ในการออกมาทำงานแบบนี้จะทำให้เรามองเห็นคนอื่นได้อย่างชัดเจนมากขึ้น มีกำลังความสามารถใดก็จะเผื่อแผ่ได้มากขึ้น ยิ่งทำอย่างนี้มากๆ สังคมที่มีแต่ความขัดแย้ง ไม่ไว้วางใจ จะค่อยๆลดความรู้สึกแบบนี้ลดลงไปได้

และเมื่ออาสาเหล่านี้สมัครมาเป็นอาสาผู้พิทักษ์เด็ก ซึ่งใครๆก็รู้ว่าเด็กเป็นกำลังของชาติ เป็นทรัพย์สมบัติของชาติ เป็นบุคคลที่เราต้องดูแลทะนุถนอม ให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เป็นอนาคตที่ดี ยิ่งเยาวชนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ก็ยิ่งดี เด็กเป็นภาษาสากล ใครเจอเด็กก็ต้องรักชอบ เหมือนเจอต้นไม้ ดอกไม้ จะต้องรู้สึกว่าร่มเย็น สวยงาม คนเจอเด็กก็เกิดความรัก ความเมตตา ซึ่งเป็นความรู้สึกของคนส่วนใหญ่  ถ้าเห็นคนหนุ่มสาวได้มีโอกาสสัมผัสเด็ก จะทำให้เขาสามารถซึมซับได้ง่าย อยู่กับเด็กมากๆ จิตใจจะอ่อนโยน รู้สึกอยากปกป้อง ทะนุถนอม  ผมว่าเด็กจะเป็นรอยต่อเป็นอย่างดีที่จะให้คนหนุ่มสาวหันมาเห็นความสำคัญของเด็กและอยากช่วยเหลือเกื้อกูลช่วยเหลือสังคม

“เด็กก็เหมือนต้นไม้ เติบโตจากเมล็ด ถ้าจะเติบโตได้ ก็ต้องอาศัยจากสิ่งแวดล้อมที่ดีน้ำ อาหาร อากาศ จากเมล็ดก็เติบโตเป็นต้นไม้อ่อน ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาสำคัญ ที่กำลังเติบโต ที่ดูแล ก็เหมือนกับเด็กที่เป็นเมล็ด ต้นไม้อ่อน ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาสำคัญ ที่เด็กไม่สามารถดูแลตัวเอง ต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมนั้นก็คือสังคม ผู้ใหญ่ต้องดูแล หมั่นให้น้ำ ดูแล รดปุ๋ย ต้นไม้ก็จะเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ ประโยชน์ก็จะเกิดขึ้นแน่นอน ให้ร่มเงา ให้ดอกผล แต่ถ้าคนรอบๆข้าง มองข้าม ละเลย เด็กจะเติบโตไม่แข็งแรง เป็นไม้ใหญ่ที่ไม่สมบูรณ์ หรืออาจจะกลับเป็นผลร้ายของสภาพแวดล้อมซะด้วยซ้ำไป”  คุณประสานกล่าวทิ้งท้าย