“สื่อสารอย่างไรให้ถึงใจวัยทีนส์”
พ่อแม่ที่มีลูกเข้าสู่ “วัยรุ่น” มีหลายเรื่องให้น่าหนักใจและเป็นห่วง แม้แต่เรื่องง่ายๆอย่างเช่น การคุยกันให้เข้าใจ ก็เป็นปัญหาอันดับต้นๆ เพราะเหมือนคุยกันคนละภาษา คุยกันไม่รู้เรื่องและไม่เข้าใจ จนบางครั้งเลยเถิดถึงขั้นทะเลาะกันและลงไม้ลงมือ ทั้งนี้มักจะเกิดจากการไม่ได้สื่อสารกันอย่างเพียงพอในครอบครัว
นายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ กรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ ผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก ให้คำแนะนำพ่อแม่ถึงประโยชน์ของการสื่อสารภายในครอบครัวอย่างเพียงพอว่า พ่อแม่จะได้รู้จักลูกมากขึ้น ได้รับรู้ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับลูก รู้ว่าลูกกำลังคิดอะไรและที่สำคัญได้รับรู้อารมณ์และความรู้สึกของลูก เพราะตรงจุดนี้หากไม่มีการสื่อสารกัน พ่อแม่จะไม่เข้าใจ ไม่เข้าถึง ไม่รู้ว่าลูกกำลังมีปัญหาอะไร ลูกอาจจะรู้สึกกระทบกระเทือนจิตใจ คิดว่าพ่อแม่ไม่เข้าใจ รู้สึกไม่ดีกับพ่อแม่ ทำให้เด็กมีปัญหาเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามการสื่อสารภายในครอบครัว ไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากคนในครอบครัวไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันเลย ไม่มีโอกาสร่วมทุกข์ร่วมสุขกันสักแต่ว่าอยู่ในบ้านหลังเดียวกันเท่านั้น
ประกอบกับสถานการณ์ของครอบครัวไทยในปัจจุบัน ได้สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างสมาชิกครอบครัวนั้นมีน้อยลง สมาชิกครอบครัวไม่มีความสุขในชีวิตครอบครัวและหันไปแสวงหาความสุขจากภายนอกซึ่งทำให้เกิดความเหินห่างกันยิ่งขึ้น การไม่ได้สื่อสารและการไม่ได้ใช้ชีวิตครอบครัวร่วมกัน ไม่ว่าจะในเรื่องใช้ชีวิตทำกิจวัตรประจำวันร่วมกันหรือมีกิจกรรมในวาระพิเศษต่างๆ จะส่งผลให้พ่อแม่ลูกมีปัญหาระหว่างกัน ไม่เข้าใจความต้องการหรือความคาดหวังที่มีต่อกันเพราะขาดการสื่อสารกัน ทำให้ลูกเข้าใจผิดว่าพ่อแม่ต้องการอย่างหนึ่ง พ่อแม่ก็เข้าใจว่าลูกต้องการอีกอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะพ่อแม่กับลูกวัยรุ่นจะมีปัญหานี้มากกว่าวัยอื่นเพราะการสื่อสารระหว่างกันมีน้อยกว่าลูกวัยอื่นๆ โดยพ่อแม่จะกำหนดระยะห่างจากลูกมากขึ้นเพราะรู้สึกว่าลูกโตแล้วควรดูแลรับผิดชอบตนเองและช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ ในขณะที่ลูกวัยรุ่นยังต้องการคำชี้แนะการวางตัวในสังคม ลูกเองก็อยากจะมีความเป็นส่วนตัวมีความเป็นตัวของตัวเองสูง เป็นการเตรียมเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ เด็กวัยรุ่นและพ่อแม่มักจะไม่จัดระบบหรือแบ่งเวลากำหนดสัดส่วนให้เหมาะสม ระหว่างการใช้ชีวิตส่วนตัวกับชีวิตครอบครัวจนเป็นเหตุให้เกิดความเหินห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆดังที่ปรากฏอยู่ จึงควรหาเวลาและโอกาสได้ใช้ชีวิตร่วมกันบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจวัตรประจำวัน ช่วยกันทำอาหารมื้อพิเศษ เล่นกีฬา ท่องเที่ยว เดินเล่น ชมสวนสาธารณะ เตรียมข้าวปลาอาหารไปปูเสื่อนั่งกินสังสรรค์กันตามริมฝั่งน้ำ อ่างเก็บน้ำ สวนสาธารณะ ฯลฯ เพื่อช่วยให้มีพื้นฐานรองรับให้เกิดการสื่อสารที่ดีระหว่างกัน
โดยทั่วไปแล้วการสื่อสารมีอยู่สองลักษณะ คือการสื่อสารผ่านภาษาพูด และภาษากาย ทั้งนี้การสื่อสารผ่านภาษาพูดหรือภาษาเขียน จะเป็นการสื่อสารที่เหมาะสำหรับการให้ข้อมูลหรือแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลข้อเท็จจริง ขณะที่ภาษากาย เช่น การสัมผัส โอบกอด การส่งสายตาแววตา การแสดงออกด้วยสีหน้าท่าทาง โทนเสียงที่อ่อนโยนหรือเสียงดังห้วนๆ เป็นการสื่อสารที่ถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกได้เป็นอย่างดี ดังนั้นภาษากายจะมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้รับสารมาก
ด้วยเหตุดังกล่าวพ่อแม่ควรเลือกการสื่อสารให้เหมาะสม เช่น เมื่อโกรธ ควรสื่อสารด้วยการพูดว่าเรากำลังโกรธ ไม่ควรชักสีหน้าหรือส่งเสียงดังตะคอก โดยเฉพาะกับลูกที่เข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งตามพัฒนาการเด็กวัยนี้จะเป็นช่วงวัยที่เริ่มมีการถกเถียง โต้แย้ง เพราะสมองส่วนหน้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคิดการวิเคราะห์วินิจฉัย การใช้เหตุผล การวางแผน การยับยั้งชั่งใจ ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้เด็กไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ ดังนั้นเมื่อพ่อแม่มีอารมณ์โกรธ แล้วลูกมีการโต้แย้ง หรือต่อปากต่อคำ หรือแสดงอารมณ์ตอบโต้ย้อนกลับมาที่พ่อแม่ จึงต้องระมัดระวังเพราะจะยิ่งทำให้อารมณ์โกรธของพ่อแม่มีมากขึ้น จนถึงขั้นลงไม้ลงมือกับลูกได้
เด็กแต่ละช่วงวัยมีวิธีการสื่อสารที่แตกต่างกันตามวุฒิภาวะหรือพัฒนาการ เช่น เด็กในช่วงปฐมวัยหรืออายุไม่ถึงหกขวบ หากมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม พ่อแม่ควรเปลี่ยนหรือดึงความสนใจของลูกไปยังจุดอื่นแทนที่จะอธิบายด้วยเหตุผล เพราะเด็กในวัยนี้สมองยังไม่พัฒนามากนัก จะไม่สามารถคิดหรือเข้าใจในสิ่งที่พ่อแม่พยายามอธิบายได้ ดังนั้นนอกจากพัฒนาการตามวัยที่พ่อแม่ควรรู้แล้ว พัฒนาการของสมองก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พ่อแม่ควรทำความเข้าใจ
สำหรับเด็กวัยประถมหรืออายุตั้งแต่หกปีแต่ไม่เกินสิบสองปี สามารถคิดเองได้ในระดับหนึ่ง คิดได้ไม่ซ้ำซ้อน แต่พ่อแม่สามารถอธิบายเป็นเหตุผลได้ ไม่ควรใช้วิธีลงโทษเพราะไม่สามารถทำให้เด็กเรียนรู้ผิดชอบชั่วดี เพียงทำให้เด็กกลัวไม่กล้าทำต่อหน้าพ่อแม่ เด็กมัธยม สามารถคิดเองเป็น เริ่มมีการโต้แย้ง คิดเป็นเหตุเป็นผลได้ดี จำเป็นต้องถกเถียงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือข้อมูลข้อเท็จจริง
พ่อแม่ต้องมีสมมติฐานต่อเด็กอย่างเป็นกลาง แยกตัวเด็กออกจากพฤติกรรม ไม่ใช่เจาะลึกที่ตัวเด็ก เช่น เมื่อลูกแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ไม่ควรบอกว่าลูกไม่ดี ซึ่งเป็นการพูดถึงตัวเด็ก ควรจะบ่งชี้เจาะจงถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็กมากกว่า ดังนั้นถือเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ควรบอกให้ลูกรู้ว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งที่ดีและไม่ดี ด้วยการประพฤติตนให้เป็นต้นแบบที่ดีให้แก่ลูก ให้ลูกเห็นและปฏิบัติตาม หากพ่อแม่อยากให้ลูกพูดจาไพเราะสุภาพก็ต้องปฏิบัติตนเช่นนั้น ถ้าพ่อแม่ใช้คำหยาบคายพูดคุยกันทุกวัน เด็กย่อมซึมซับเอาท่วงทำนองนั้นให้กลายเป็นบุคลิกภาพของตน เข้าทำนองที่ว่า “ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น”
สนใจปรึกษาปัญหาพฤติกรรมเด็ก ติดต่อ มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก โทรศัพท์ 0-2412-0738 0-2412-9834