สถานแรกรับ
- ภารกิจ
สถานแรกรับ เป็นสถานดูแลเด็ก เด็กหญิงอายุ 3 - 18 ปี และ เด็กชายอายุ 3-12 ปี ทำหน้าที่ในการค้นหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับเด็กและครอบครัว ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา สังคม และครอบครัว เพื่อนำมาประเมินสภาวะ และความต้องการของเด็กและครอบครัว และเพื่อกำหนดแนวทางในการช่วยเหลือเด็กและครอบครัวต่อไป เรียกได้ว่าสถานแรกรับเปรียบเหมือนประตูด่านแรก( Gate House ) ที่ซึ่งเมื่อเด็กเข้ามาแล้วจะทำการตรวจเด็กทุกๆด้านอย่างละเอียด โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินและอาศัยการทำงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพ คือ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ พนักงานเจ้าหน้าที่ ทีมแพทย์จากโรงพยาบาล ครู ตำรวจ เป็นต้น โดยจะค้นหาว่าเด็กเกิดความเสียหายอะไรบ้าง แล้วความเสียหายนั้นเกิดจากอะไร มีสาเหตุมาจากอะไร และสามารถแก้ไขได้หรือไม่
นอกจากนี้มีการทำงานกับครอบครัวของเด็ก ซึ่งหากทีมสหวิชาชีพ ประเมินดูแล้วว่าครอบครัวจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับเด็ก และสามารถที่จะพัฒนาได้ สถานแรกรับจะจัดกิจกรรมเสริมความรู้และทักษะในการเลี้ยงดูลูกให้แก่ครอบครัว จนกว่าครอบครัวเดิมหรือครอบครัวเครือญาติจะพร้อมที่จะรับเด็กกลับไปดูแลอีกครั้ง ทั้งนี้หาก ครอบครัวยังไม่มีความพร้อม สถานแรกรับ จะดำเนินการส่งเด็ก(บางราย)ไปอยู่กับ “ครอบครัวทดแทน” หรือเด็กบางคนอาจไม่จำเป็นต้องอยู่กับครอบครัวทดแทน เพราะว่าเด็กสามารถดูแลตัวเองได้ สามารถส่งเสริมเรื่องการศึกษาได้ เด็กก็อาจจะเรียนหนังสือและเช่าหอพักอยู่ โดยมีเจ้าหน้าที่คอยติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง และเด็กบางคนที่มีปัญหาสุขภาพกายหรือสุขภาพจิตและมีความจำเป็นที่ต้องบำบัดต่อเนื่อง ต้องส่งไปยังสถานพัฒนาและฟื้นฟู (บ้านอุ่นรัก) หรือส่งไปยังสถานพัฒนาและฟื้นฟูของรัฐ เพื่อทำการบำบัดฟื้นฟูต่อเนื่อง นอกจากนี้หากเด็กที่ไม่สามารถกลับครอบครัว ไม่เหมาะสมกับการเข้าอยู่ในครอบครัวทดแทน และไม่จำเป็นต้องเข้าสถานพัฒนาและฟื้นฟู แต่ก็ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ สถานแรกรับจำเป็นจะส่งไปยังสถานสงเคราะห์เด็กอื่นๆ ที่เหมาะสมสอดคล้องกับตัวเด็ก และมีการติดตามเยี่ยมเด็กต่อเนื่อง รวมทั้งมีแผนการทำงานร่วมกับสถานนั้นๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก
- บริการที่ให้กับเด็กและครอบครัว
เด็กที่เข้ามาอยู่ในความดูแลของสถานแรกรับ จะได้รับบริการเพื่อส่งเสริมพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา จิตใจ และสังคม ดังนี้
1. บริการด้านสุขภาพ การส่งตรวจร่างกายกับแพทย์เฉพาะทาง และตรวจเพิ่มเติมเกี่ยวกับการได้ยิน การมองเห็น ทันตกรรม หรือเด็กบางรายที่สงสัยเรื่องการทำงานของสมอง และรักษาตามสภาพอาการ การดูแลส่งเสริมสุขอนามัยของเด็ก การส่งเด็กเพื่อตรวจประเมินสุขภาพจิต การทำแบบทดสอบทางจิตวิทยา ทั้งนี้เพื่อค้นหาข้อเท็จจริง แล้วมาประเมินสภาวะและความต้องการของเด็กโดยทีมสหวิชาชีพ เป็นต้น
2. กิจกรรมการบำบัดเบื้องต้น นอกจากได้รับบริการด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต จะมีการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างสุขและผ่อนคลายให้แก่เด็ก เช่น การทัศนศึกษา กิจกรรมดนตรี กิจกรรมกีฬา เป็นต้น การออกกำลังกายทั้งเพื่อการส่งเสริมสุขภาพและเพื่อเป็นการสร้างสุขให้กับเด็กได้ และมีการใช้ศิลปะเพื่อการบำบัด การเล่นดนตรีเพื่อการบำบัด หรือละครบำบัด การเล่นเพื่อการบำบัด ซึ่งมีทั้งกิจกรรมเดี่ยวและกิจกรรมกลุ่ม เด็กบางคนต้องเริ่มจากการทำกิจกรรมเดี่ยวก่อนเพื่อการฝึกทักษะต่างๆให้กับเด็ก ก่อนที่จะเริ่มทำกิจกรรมกลุ่ม เป็นต้น ทั้งนี้เหมาะให้เกิดความสอดคล้องเหมาะสมกับเด็กแต่ละราย
3. การจัดกิจกรรมเพื่อฝึกพัฒนาการให้เหมาะสมตามวัยและพยายามส่งเสริมในส่วนที่เด็กสามารถพัฒนาได้ เช่น เด็กบางคนพัฒนาได้ในเรื่องของการเรียน ก็จะส่งเสริมให้เขาได้เรียนในสิ่งที่ตนเองต้องการ บางคนอาจถนัดงานด้านประดิษฐ์ งานฝีมือ ก็จะส่งให้ได้เรียนในด้านนี้เพื่อเป็นการฝึกอาชีพต่อไป
4. ด้านสังคม สถานแรกรับ มีการทำงานกับทั้งตัวเด็กและครอบครัวของเด็ก โดยเริ่มตั้งแต่การค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวเด็กและครอบครัว ประวัติการเลี้ยงดู ประวัติครอบครัวและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับตัวเด็ก หากครอบครัวเด็กยังมีความปลอดภัยสำหรับเด็ก จะมีการทำงานร่วมกับครอบครัวโดยให้ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเด็ก เช่น ประสานให้ครอบครัวมาเยี่ยมเด็ก ติดต่อโทรศัพท์มาหาเด็กเพื่อเป็นกำลังใจ การทำกิจกรรมร่วมกันของเด็กครอบครัวเพื่อสร้างความสัมพันธ์ โดยให้เด็กและครอบครัววางแผนทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น เที่ยวสวนสัตว์ เที่ยวตลาดน้ำ รับประทานอาหารร่วมกันหรือ มีการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมพัฒนาทักษะการเลี้ยงดูและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว เช่น ค่ายครอบครัว ,การจัดอบรมเพื่อฝึกทักษะการเป็นพ่อแม่ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีการทำงานเพื่อสร้างเครือข่ายต่างๆทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชน เช่น การทำงานร่วมกับโรงเรียน บ้านพักเด็กและครอบครัว สถานดูแลทั้งของรัฐและเอกชน รวมถึงครอบครัวทดแทน และองค์กรปกครองท้องถิ่น เพื่อผลักดันให้เครือข่ายเหล่านี้เข้ามามีบทบาทในเรื่องการคุ้มครองเด็กมากขึ้น โดยเน้นการทำงานกับเครือข่ายที่สามารถเข้าไปใกล้ชิด ตรวจสอบติดตามดูแลเด็กและครอบครัวได้ เพื่อสร้างหลักประกันว่า เด็กที่สถานแรกรับ ส่งกลับคืนสู่ครอบครัวจะได้รับการดูแลส่งเสริมพัฒนาให้สอดคล้องตามวัยและมีความปลอดภัย หรือหากเป็นตามกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เด็กจะต้องได้รับการดูแลตามมาตรฐานขั้นต่ำในการเลี้ยงดูเด็ก ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก
ไม่เพียงการทำงานเพื่อช่วยเหลือเด็กและครอบครัว งานอีกอย่างที่สถานแรกรับจำเป็นต้องทำควบคู่ไปพร้อมกันเพื่อทำให้การดูแลเด็กมีประสิทธิภาพสูงสุด คือ การดูแลเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ดูแลเด็ก เพราะต้องดูแลเด็กตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง อดทนต่อภาวะความเครียด เนื่องจากเด็กที่เข้ามาในสถานแรกรับมีปัญหาที่หลากหลาย เด็กบางรายก็อาจมีปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาพฤติกรรมที่โวยวายอาละวาด หรือนอนหลับฝันร้าย และผู้ดูแลเด็กจำเป็นจะต้องมีการฝึกทักษะอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญยิ่งคือ การทำงานดูแลเด็กต้องทำด้วยใจ จะทำให้เด็กสามารถเกิดความไว้วางใจ และเมื่อเด็กเกิดความไว้วางใจเจ้าหน้าที่แล้วการดูแลเด็กก็จะง่ายมากขึ้น ปัญหาต่างๆของเด็กก็จะลดน้อยลงตามลำดับ
- เปิดบ้านเพื่อศึกษาดูงาน สร้างการเรียนรู้
สำหรับผู้ที่สนใจจะให้การช่วยเหลือเด็กๆในสถานแรกรับ สามารถทำได้โดยการบริจาคสิ่งของ หรือทุนสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันเด็กๆ แต่ที่สถานแรกรับแห่งนี้จะไม่เปิดให้เข้าไปเลี้ยงอาหาร หรือแจกสิ่งของต่างๆ ให้กับเด็ก เพราะมูลนิธิฯ พยายามจัดสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของเด็กให้ใกล้เคียงกับสภาพบ้านของเด็กมากที่สุด หรือ เปรียบเสมือน”บ้าน” ของเด็ก ซึ่งแตกต่างจากสถานสงเคราะห์ทั่วๆไป แต่หากหน่วยงานใดหรือท่านใดสนใจที่จะเข้าไปเพื่อการศึกษาดูงาน ก็สามารถเชิญเยี่ยมชมได้ หรือท่านใดสนใจที่จะเข้าร่วมเป็นอาสาสมัคร จะต้องมีการผ่านการอบรมและพิจารณาก่อน ติดต่อได้ที่ ฝ่ายพัฒนาองค์กร มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก โทรศัพท์ 0-2412-0739 0-2412-1196
