ค่าย "วัยพรีทีน" ตัวฉันเป็นของฉัน

ค่าย "วัยพรีทีน" ตัวฉันเป็นของฉัน

"แอ๊บแบ๊ว เด็กแวนซ์ ฝังมุก ผ่าเบนซ์" ภาษาพูดในแบบฉบับวัยรุ่นที่นิยมของวัยรุ่นตอนนี้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในทุกยุคสมัยที่วัยรุ่นจะมีศัพท์พูดกันในกลุ่มและวัยเดียวกัน

แต่การกระทำบางอย่าง โดยเฉพาะเรื่องพฤติกรรมทางเพศที่แสดงออกอย่างไม่เหมาะสมทั้งต่อหน้าสาธารณชนหรือในบริเวณส่วนตัว ทั้งกอด จูบ ลูบคลำ หรือแม้แต่การมีเซ็กซ์ในช่วงวัยเรียนนั้น เด็กวัยรุ่นส่วนหนึ่งอาจมองว่าเป็นเรื่องปกติ สังคมโดยรวมกลับมองด้วยความหนักใจ และเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ต้องหันกลับมาให้ความสนใจดูแลลูกหลานของตนเองมากขึ้น

พ่อแม่ส่วนใหญ่เมื่อลูกอยู่ในช่วงวัยรุ่น มักมีปัญหาคือ พูดคุยกับลูกได้ไม่นาน ไม่ว่าจะเรื่องทั่วๆ ไป หรือเรื่องการคบเพื่อนต่างเพศของลูกก็ตาม เมื่อเป็นเช่นนี้การที่จะสอนหรือพูดคุยกันเรื่องเพศ การมีแฟน การวางตัวของเด็กต่อเพื่อนต่างเพศจึงเป็นเรื่องยากที่จะพร่ำบอก

ความหวังของพ่อแม่จึงไปตกอยู่ที่ครูหรือโรงเรียน ซึ่งมีการสอนวิชาสุขศึกษาที่จะทำให้เด็กได้รู้จักความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายตามช่วงวัยต่างๆ และรู้จักการวางตัวที่เหมาะสม แต่ในความเป็นจริงความรู้ในตำราเป็นเพียงทฤษฎีที่ให้เด็กท่องจำเพื่อนำมาทดสอบผลการเรียนเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นเด็กเรียนรู้เรื่องเพศจากเพื่อน สื่อต่างๆ ทั้งประเภทรายการทีวี สารคดี คลิปวิดีโอ หนังสือโป๊ เว็บไซต์ เป็นต้น มีน้อยคนที่จะเรียนรู้จากพ่อแม่ซึ่งนับเป็นแหล่งเรียนรู้และต้นแบบที่สำคัญของการเรียนรู้เรื่องเพศสำหรับเด็ก

ด้วยความตระหนักถึงสภาพปัญหานี้ มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก จึงจัดทำ "หลักสูตรเพศศึกษา หรือตัวฉันเป็นของฉัน สำหรับวัยพรีทีน" ขึ้น ด้วยกระบวนการเรียนรู้เรื่องเพศอย่างครอบคลุมทุกมิติ ที่ไม่จำกัดอยู่แค่การดูแลสุขอนามัยทางเพศ ความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย หรือการมีเพศสัมพันธ์ แต่เป็นการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงใน 6 ด้าน คือ พัฒนาการ สุขภาวะทางเพศ พฤติกรรมทางเพศ สังคม วัฒนธรรม ทักษะส่วนบุคคล และสัมพันธภาพทางเพศที่ถูกต้องและเหมาะสม ผ่านกระบวนการกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เปิดใจยอมรับสิ่งที่เด็กเป็นและทุกๆ ความคิดเห็นที่เด็กเสนอออกมาระหว่างดำเนินกิจกรรม เพื่อให้เด็กบอกเล่าเรื่องราวได้มากที่สุดและไม่รู้สึกว่าตนถูกปิดกั้นความคิด ซึ่งหากมีสิ่งใดที่มองว่าเป็นเรื่องที่ผิดหรือขัดกับกรอบศีลธรรม จริยธรรม วัฒนธรรมประเพณีของสังคมทั่วไป วิทยากรจะสอดแทรกสิ่งที่ถูกต้องให้กับเด็กอย่างต่อเนื่องด้วยการสร้างให้เด็กตระหนักและรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รวมทั้งเสริมสร้างทักษะการป้องกันตนเองจากภัยทางเพศให้กับเด็ก รู้จักคิด วิเคราะห์แก้ไขสถานการณ์ได้

"ชอบตอนที่พี่ๆ อธิบายถึงการตกไข่ และการปฏิสนธิ อีกอันที่ชอบคือเรื่องการป้องกันตัวเองจากคำพูดที่เพศชายมักมาหลอกล่อ หรือหลบจากสถานการณ์เสี่ยงต่างๆ มันแตกต่างจากที่โรงเรียนสอน เพราะโรงเรียนจะสอนแค่หมวดหมู่ของร่างกาย การทำงานของร่างกาย ไม่ได้อธิบายลึกเหมือนพี่ๆ บางอย่างที่เราไม่เคยได้รู้หรือคิดว่ามันอาจจะอันตราย เช่นเรื่องช่องทางรับสัมผัส ผู้ชายแค่ได้มองหรือเห็นภาพผู้หญิงโป๊ก็กระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้ ส่วนผู้หญิงจะมีจุดอ่อนที่เสียงนุ่มๆ เพราะๆ คำหวานๆ หรือการสัมผัสลูบไล้ ถ้าไม่รู้หรือไม่ระวังก็จะเป็นอันตรายต่อเราเหมือนกัน" น้องเอิร์ท หนึ่งในเด็กวัยรุ่นที่เข้าร่วมกิจกรรมตัวฉันเป็นของฉัน วัยพรีทีน รุ่นที่ 1 ซึ่งมูลนิธิและสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (ทีเคปาร์ค) จัดขึ้น เล่าถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรม

"เรื่องเพศเป็นสิ่งที่ดี เป็นเรื่องที่สวยงาม และมีความละเอียดอ่อนมาก ฉะนั้นถ้าลูกได้เรียนรู้หรือรับรู้แบบที่ถูกต้องเหมาะสมก็จะเป็นประโยชน์ต่อลูก แต่ถ้ารับรู้แบบผิดๆ หรือเกิดการเรียนรู้ทดลองกันเองจะเป็นเรื่องที่แย่ การที่แม่พาน้องมาเข้าร่วมกิจกรรมไม่ใช่ว่าแม่คุยกับน้องไม่ได้ โดยปกติแม่คุยกับลูกเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ เป็นประจำ หยิบยกจากละคร ข่าว สถานการณ์ต่างๆ เชื่อมโยงให้เห็น แต่สำหรับน้องหรือเด็กวัยรุ่นทั่วไปมักคิดว่าความคิดของพ่อแม่เป็นอะไรที่เก่าแก่ เลยอยากให้ลูกได้มารับรู้จากบุคคลหรือหน่วยงานอื่นที่เราเชื่อมั่นว่าต้องผ่านการคัดกรองมาอย่างดีแล้ว ลูกจะได้รู้ว่าสิ่งที่พ่อแม่บอกกับบุคคลภายนอกบอกนั้นเป็นเรื่องเดียวกัน" คุณแม่ไก่ที่พาลูกมาร่วมกิจกรรมรุ่นที่ 1 บอกเล่าถึงสิ่งที่ตนและลูกได้รับจากกิจกรรม

แม่ไก่กล่าวด้วยว่า ไม่ใช่แค่น้องได้เรียนรู้เรื่องเพศ ตัวแม่หรือผู้ปกครองท่านอื่นก็ได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ทางมูลนิธิเชิญคุณหมอมาพูดเพื่อย้ำเตือนความคิดของพ่อแม่ ทบทวนความรู้ไปพร้อมๆ กับลูก กิจกรรมที่แม่ชอบคือกิจกรรมที่ลูกได้แสดงบทบาทสมมติ ได้รู้จักแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก หรือวางแผนแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้รับรู้ว่าขณะนี้เด็กๆ เขากำลังคิดอะไรกันอยู่และมีวิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากันอย่างไรบ้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี

การเรียนรู้เรื่องเพศเป็นการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด ค้นคว้าหาได้จากตำรา หรือแหล่งความรู้ทั่วสารทิศและทุกมุมโลก แต่การเป็นต้นแบบที่ดีและเสริมภูมิคุ้มกันทางเพศที่ดีที่สุดของลูกอยู่ที่ "พ่อแม่" หากพ่อแม่เข้าใจและเปิดโอกาสให้ลูกได้แลกเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดอย่างไม่ปิดกั้น เรื่องรักเรื่องใคร่ของลูกวัยรุ่นจะไม่เป็นเรื่องวุ่นๆ ที่น่าปวดหัวของพ่อแม่อีกต่อไป

 
 
 
 
ที่มา: นสพ.ข่าวสด หน้า 35 วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2550
 
 
 
 
 
 

สนใจสอบถามรายละเอียดกิจกรรมติดต่อได้ที่ ฝ่ายพัฒนาเด็กและครอบครัว มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก โทรศัพท์ 0-2412-0738, 0-2412-9834 ,
0-2864-3381หรือ www.thaichildrights.org