ค่ายค้นหาความสุขในการเป็นพ่อแม่
เมื่อการเลี้ยงลูกเป็นสิ่งที่พ่อแม่ร่วมใจกันเลือก จะลาออกก็ยาก จะลาพักยิ่งยากใหญ่ การทำความเข้าใจกับตัวเองและลูกว่า อะไรคือ "ความสมดุลของชีวิต" ที่จะทำให้ครอบครัวเป็นครอบครัวที่ดีและมีความสุขได้เป็นทางออกที่น่าจะดีที่สุด มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กจึงจัดกิจกรรม "ค่ายค้นหาความสุขในการเป็นพ่อแม่" ขึ้นเป็นปีที่ 2 ในรูปแบบของค่าย 2 วัน 1 คืน โดยเชิญพ.ญ.ปริชวัน จันทร์ศิริ จิตแพทย์เด็กโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และทีมงาน ร่วมเป็นวิทยากรเสริมสร้างกระบวนการค้นหาตนเอง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความสุขในบทบาทการเป็นพ่อแม่
พ.ญ.ปริชวันกล่าวถึงที่มาการเปิดค่ายค้นหาความสุขในการเป็นพ่อแม่ว่า จากการทำงานกับครอบครัวที่ผ่านมา พบว่าทุกครอบครัวเริ่มจากความตั้งใจ รู้สึกดี และเต็มเปี่ยมในการเป็นพ่อแม่ แต่บางครั้งครอบครัวยังมีปัญหาในด้านวิธีการดูแลลูก ซึ่งพ่อแม่ส่วนใหญ่จะให้ความสนใจต่อการดูแลลูกว่าจะทำอย่างไร และสิ่งที่เกิดขึ้นตามมากับลูกล้วนมีผลกระทบต่อพ่อแม่ทั้งนั้น หากเกิดความเครียดเป็นประจำ จากเดิมที่ตั้งใจดี มีความสุขเต็มร้อย กลายเป็นความตึงเครียด เกิดความรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง คาดหวังกับตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดความกดดัน จนบางครั้งมีความเชื่อมั่นกับลูกหรือคนรอบข้างน้อยลง
![]() |
ถ้าพ่อแม่ไม่ได้ตระหนักรู้และเข้าใจเรื่องนี้ ก็จะทำให้โฟกัสแต่ในเรื่องการจัดการกับลูก แต่ไม่ได้ดูแลตัวเองเพื่อมีความพร้อมหรือสามารถมีพลังในการดูแลลูกต่อไป สิ่งเหล่านี้สามารถเพิ่มเติมได้ในการทำงานกับเด็กและครอบครัว เพื่อช่วยให้พ่อแม่มีมากกว่าแค่ความรู้ในการดูแลลูก แต่ยังมีความเข้มแข็ง แข็งแกร่ง มีพลังภายในเชิงบวก ที่จะมีทัศนคติที่ดีต่อตนเองและคนอื่น พร้อมจะอยู่กับลูกและครอบครัวอย่างมีความสุข ซึ่งจริงๆ แล้ววิธีการทำให้รู้สึกมีความสุขในบทบาทการเป็นพ่อแม่มีด้วยกันหลายวิธีที่หลายคนอาจค้นพบด้วยตนเอง แต่กระบวนการกิจกรรมที่ทำเป็นการนำเสนอทางเลือกเพิ่มเติมที่จะทำให้ความสุขในการเป็นพ่อแม่เกิดขึ้นได้ ซึ่งสามารถทำได้จริงกับทุกคนเพราะไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนมีอยู่ในตัวอยู่แล้ว
ยงยุทธ อวิหิงสานนท์ คุณพ่อของลูกชาย-หญิงวัยเล็กๆ 2 คน ซึ่งเข้าร่วมกิจกรรมค่ายค้นหาความสุขในการเป็นพ่อแม่เมื่อปีที่ผ่านมา เล่าว่า กิจกรรมนี้เปิดโอกาสให้มองย้อนกลับไปในอดีตเกี่ยวกับชีวิตตนเอง ได้ค้นหาและรู้จักตนเอง อีกทั้งยังทำให้เข้าใจกันและกันในชีวิตคู่และครอบครัวได้ดียิ่งขึ้น
ส่วน คุณวราภรณ์ กาญจนวิสิษฐผล กล่าวว่า กิจกรรมนี้ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงแค่คิดหรือรู้สึกเท่านั้น การทำแผนที่ครอบครัว (Family Map) ทำให้บางจุดที่คลุมเครือชัดเจนมากขึ้น ได้รู้ว่าคนเรามีที่มาแตกต่างกัน เราได้บางอย่างมาจากพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ทำให้เป็นเราอย่างทุกวันนี้ กระบวนการของกิจกรรมทำให้รู้จักและเข้าใจตนเองมากขึ้น

.jpg)