การยุติการลงโทษทางกายต่อเด็กในประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นจากการแก้ไขกฎหมายเพียงลำพัง หากแต่เป็นผลจากการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องของหลายภาคส่วนตลอดหลายปีที่ผ่านมา มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กในฐานะองค์กรที่ทำงานด้านการคุ้มครองสิทธิเด็กมาอย่างยาวนาน ได้มีบทบาทสำคัญในการร่วมผลักดันการปฏิรูปกฎหมายกับเครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ และภาคประชาสังคม ผ่านการรณรงค์ การจัดเวทีวิชาการ การนำเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์ และการสนับสนุนกระบวนการนิติบัญญัติ จนประเทศไทยสามารถแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567 (2) ในปี พ.ศ. 2568 นับเป็นก้าวสำคัญของการคุ้มครองเด็กให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และเป็นหมุดหมายสำคัญของการยุติการลงโทษทางกายต่อเด็กทุกรูปแบบในประเทศไทย

ลำดับเหตุการณ์สำคัญที่มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ด ได้เข้าไปมีส่วนร่วม เริ่มตั้งแต่

ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กซึ่งมีผลบังคับใช้ในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2535  พ.ศ. 2565 ครบรอบ 30 ปีที่ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก   ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายหลายฉบับเพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ในประเด็นเรื่องความรุนแรงต่อเด็ก อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 19 กำหนดว่ารัฐภาคีจะดำเนินมาตรการที่เหมาะสมทั้งปวง ด้านนิติบัญญัติ บริหาร สังคมและการศึกษาในอันที่จะคุ้มครองเด็กจากรูปแบบทั้งปวงของความรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจ ฯ

คณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติพิจารณารายงานของประเทศไทยฉบับที่  3-4   เมื่อวันที่ 24  และ 25 มกราคม พ.ศ. 2555 และมีสรุปข้อเสนอแนะซึ่งรับรองในการประชุมครั้งที่  1697  วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 พ.ศ. ข้อ 48 คณะกรรมการเสนอแนะให้ประเทศไทยกำหนดเป็นกฎหมายห้ามการลงโทษต่อร่างกายเด็กในบ้านและสถานดูแลเด็กทางเลือกโดยชัดแจ้งทั้งนี้รวมถึงการลงโทษเพื่อการสร้างวินัย

คณะอนุกรรมการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับเด็กให้เป็นไปตามมาตรฐานของรัฐธรรมนูญและอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก  ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ …) พ.ศ….   ซึ่งการแก้ไขเพิ่มเติมส่วนหนึ่งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของบิดามารดาและบุตร ในการทำโทษทางกายภายในครอบครัว ซึ่งไม่สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ประเทศไทยเข้าเป็นรัฐภาคี และแผนปฏิบัติการภูมิภาคอาเซียนว่าด้วยการขจัดความรุนแรงต่อเด็ก จึงสมควรให้กำหนดลักษณะการทำโทษบุตรของผู้ใช้อำนาจปกครองโดยไม่ใช้ความรุนแรง

ตั้งแต่ปี 2560  มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กร่วมกับเครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทยได้ร่วมกันรณรงค์การยุติการลงโทษทางกาย และผลักดันให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา  1567 (2)

มาตรา 1567 ผู้ใช้อำนาจปกครองมีสิทธิ

(2)  ทำโทษบุตรตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน

วันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2566 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กร่วมกับเครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทยซึ่งมีสมาชิกเป็นองค์กรภาคประชาสังคมด้านเด็ก 41 องค์กร  จัดการประชุมเพื่ออภิปรายเชิงวิชาการ หัวข้อ “การยุติการลงโทษทางกายทุกรูปแบบต่อเด็กเพื่อผลักดันให้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567 (2) ”   ณ ห้องประชุมภาณุมาศ ชั้น 10 โรงแรมรอยัลริเวอร์ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ผู้เข้าประชุมซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา เจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง เด็กและเยาวชน นักวิชาการ และสื่อมวลชน ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้สถานการณ์และผลกระทบความรุนแรงการลงโทษทางกายต่อเด็กในประเทศไทย สถานการณ์การขับเคลื่อนการยุติการลงโทษทางกายในระดับสากลและประเทศไทย ติดตามความก้าวหน้าการปรับปรุงแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1567 (2) และหาแนวทางการดำเนินมาตรการที่เหมาะสมทั้งด้านนิติบัญญัติ บริหาร สังคมและการศึกษาเพื่อยุติการลงโทษทางกายทุกรูปแบบต่อเด็ก

วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กร่วมกับเครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทยและกรมกิจการเด็กและเยาวชน จัดการประชุมเพื่ออภิปรายเชิงวิชาการ หัวข้อ “การยุติการลงโทษทางกายทุกรูปแบบต่อเด็กเพื่อเสนอความเห็นสนับสนุนสภาผู้แทนราษฎรแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1567 (2)”     ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้แทนจากองค์กรภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนองค์กรอิสระด้านสิทธิมนุษยชน องค์กรภาคประชาสังคมผู้ขับเคลื่อนงานด้านการคุ้มครองเด็ก ผู้แทนจากสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย รวมทั้งสิ้น 70 คน  ในการประชุมดังกล่าวมีการเสวนาหัวข้อ “ความก้าวหน้าของประเทศไทยในการดำเนินงานตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กเพื่อยุติการลงโทษทางกายทุกรูปแบบต่อเด็กโดยการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567(2)” หลังจากนั้นตัวแทนผู้เข้าร่วมประชุมยื่นหนังสือเสนอความเห็นสนับสนุนสภาผู้แทนราษฎรแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567(2) ต่อรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ที่รัฐสภา

วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 สภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการด้วยคะแนนเสียง 400 เสียง พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ….) พ.ศ….  โดยนายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ….) พ.ศ….

วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2567 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ….) พ.ศ.…  โดยสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567 (2)

 

วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2567 วุฒิสภามีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  (ฉบับที่ ….) พ.ศ…. และมีการแก้ไขเล็กน้อย จึงส่งร่างกลับมาให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาได้รับความเห็นชอบใน วันที่ 8 มกราคม  พ.ศ. 2568   พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2568  ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568  มีผลบังคับใช้วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568

                 

 มาตรา 1567 ผู้ใช้อำนาจปกครองมีสิทธิ

                     (2) ทำโทษบุตรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน หรือปรับพฤติกรรมโดยต้องไม่เป็นการกระทำทารุณกรรมหรือทำร้ายด้วยความรุนแรงต่อร่างกายหรือจิตใจ หรือกระทำโดยมิชอบ

หลังจากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2568       มีผลบังคับใช้วันที่ 25 มีนาคม 2568   ถือว่าเป็นความก้าวหน้าของการยุติการลงโทษด้วยความรุนแรงทุกรูปแบบในประเทศไทย (The Progress of End Corporal Punishment in Thailand)

วันที่ 31 มีนาคม 2568 Corporal Punishment and Violence Prevention World Health Organization (WHO) ประกาศว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ 68 ของโลกที่มีกฎหมายห้ามการลงโทษทางกายต่อเด็กทุกรูปแบบ เป็นประเทศที่ 2  ในอาเซียน

ขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง  หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนที่ช่วยกันรณรงค์ผลักดันในการแก้ไขกฎหมายมาตรานี้เพื่อเป็นการยืนยันว่าประเทศไทยต้องการที่ยุติการลงโทษทางกายต่อเด็ก กฎหมายประกาศบังคับใช้แล้ว สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือ การส่งเสริมสร้างความเข้าใจเรื่องการเลี้ยงดูเชิงบวก เราพยายามมาหลายปี กว่าจะถึงวันนี้ พยายามกันต่อไปเพื่อให้เด็กได้รับการเลี้ยงดูเชิงบวกไม่ถูกกระทำความรุนแรง

#มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก

#เครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย

#CRCCoalitionThailand

อ่านสรุปเนื้อหาการปรับแก้กฎหมาย ได้ที่ https://www.ilaw.or.th/articles/51783

อัลบั้มภาพ

660