การสร้างความไว้วางใจให้แก่เด็ก
จากประสบการณ์การทำงานกับเด็กที่ถูกกระทำความรุนแรง พบว่า เด็กมักจะมีความคิดและความเชื่อว่าตนเองไม่มีคุณค่า ไม่ดีพอ ไม่เป็นที่ต้องการของครอบครัว โทษตัวเอง ทำอะไรก็ผิดไปหมด ประการสำคัญส่วนใหญ่บุคคลที่ทำร้ายทารุณกรรมมักเป็นบุคคลในครอบครัวและบุคคลใกล้ชิดที่เด็กคุ้นชิน ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ไว้วางใจ ไม่เชื่อถือ เชื่อว่าโลกนี้ไม่น่าอยู่ และหวาดระแวงต่อผู้ใหญ่และสิ่งแวดล้อมรอบตัว
การสร้างให้เด็กเกิดความไว้วางใจ คือประตูบานแรกที่จะเปิดหัวใจของเด็กให้สามารถบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น จนนำไปสู่การให้ความร่วมมือในการเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูและการดำเนินการตามกฎหมายเพื่อช่วยเหลือให้เด็กสามารถปรับตัวกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติที่สุด
สิ่งสำคัญลำดับแรก คือ การสร้างสัมพันธภาพเพื่อให้เด็กรับรู้ว่าตนเองมีพื้นที่ปลอดภัยที่สามารถพูดคุย สื่อสารความคิด ความรู้สึกและความต้องการได้โดยอิสระ ปราศจากการตำหนิและตัดสินชี้ถูกผิด เนื่องจากเด็กมักตกอยู่ในสถานการณ์ที่ผู้ใหญ่หรือผู้ดูแลเป็นผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า มีสถานภาพทางสังคมที่สูงกว่า เด็กมักถูกตำหนิ บ่นว่า สั่งสอน ห้ามปรามต่าง ๆ นานา หยิบจับสิ่งใดดูผิดพลาดไปหมด ถูกลงโทษ ทำให้ไม่สามารถสื่อสารและแสดงตัวตนของตนเองออกมาได้อย่างแท้จริง
การรับฟังสิ่งที่เด็กสื่อสารทั้งจากคำพูดบอกเล่าด้วยการฟังอย่างตั้งใจ รับรู้ภาษากายที่เด็กแสดงออกและตอบสนองด้วยความใส่ใจ เช่น เด็กแสดงสีหน้าเศร้า ร้องไห้ น้ำเสียงสั่นเครือ ผู้ใหญ่ที่อยู่ตรงหน้ารับฟังอย่างตั้งใจ ปลอบประโลม และช่วยค้นหาสาเหตุของความทุกข์ใจที่เกิดขึ้นเพื่อนำไปสู่การหาทางแก้ปัญหา กรณีที่เด็กเล่าเรื่องราวที่ทำผิดพลาด การรับฟังโดยไม่ตำหนิ ไม่ตัดสิน ยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นของเด็กว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ กล่าวคำให้อภัยและเริ่มต้นใหม่โดยกระตุ้นให้เด็กค้นหาวิธีการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์
การปฏิบัติตามที่ตกลงไว้ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน พ่อแม่ผู้ปกครองมักจะให้คำสัญญากับเด็กเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เด็กมีพฤติกรรมที่ดี ให้เด็กทำตามที่ต้องการ หรือรับปากส่ง ๆ เพื่อให้สถานการณ์ผ่านพ้นไปก่อน เช่น สัญญาว่าจะให้รางวัล ซื้อของขวัญ หรือมาเยี่ยมเยียน แต่เมื่อถึงกำหนดนัดหมายมักจะไม่ทำตามสัญญาหรือผัดวันประกันพรุ่งซ้ำซาก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นระเบิดเวลาที่บั่นทอนความไว้วางใจและเชื่อใจ ทำให้เด็กรู้สึกผิดหวังและชาชินกับคำสัญญาที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง และเรียนรู้ว่าโลกนี้คำสัญญาไม่มีความหมายและไม่เชื่อใจบุคคลนั้นอีกต่อไป การปฏิบัติตามที่ตกลงไว้กับเด็กทุกครั้ง หรือในกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติได้แต่มีการสื่อสารให้ข้อมูลแก่เด็กล่วงหน้าอย่างตรงไปตรงมา ทำให้เด็กรับรู้ว่าตนเองมีความสำคัญ มีคุณค่าพอที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะปฏิบัติตามสิ่งที่ตกลงไว้ และเรียนรู้ความยืดหยุ่นในสถานการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้บางสถานการณ์
การเคารพความเป็นส่วนตัวและการเคารพความเป็นตัวตนของเด็ก เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม การให้อิสระเด็กในการเลือกตัดสินใจเรื่องราวส่วนตัวตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การแต่งตัว การเลือกของใช้ในชีวิตประจำวัน การเลือกแผนการเรียน เป็นการให้เกียรติและให้โอกาสเด็กได้เป็นตัวของตัวเอง รับรู้ว่าตนเองได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลบุคคลหนึ่งในครอบครัว หรือการรักษาเรื่องราวความเป็นส่วนตัวที่เด็กสื่อสารให้ฟังด้วยความไว้วางใจ หากผู้ใหญ่ขาดการตระหนักในความเป็นส่วนตัวของเด็ก นำเรื่องราวไปสื่อสารให้ผู้อื่นรับรู้เด็กจะสูญเสียความไว้วางใจและไม่กล้านำเรื่องสำคัญมาปรึกษา
ประเด็นสุดท้ายที่เป็นพื้นฐานที่สามารถปฏิบัติได้ คือ การใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณภาพ สามารถปฏิบัติได้ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน เช่น การทำและทานอาหารร่วมกันในครอบครัว ให้เด็กมีส่วนร่วมในการเลือกรายการอาหารที่ชอบ ร่วมกันคิดวัตถุดิบ จ่ายตลาด ลงมือทำ นั่งทานอาหารร่วมกัน จัดเก็บกวาด โดยขณะทำกิจกรรมมีการพูดคุยสื่อสารด้วยน้ำเสียงและบรรยากาศที่เป็นกันเอง ผ่อนคลาย หรือพูดคุยถามไถ่หลังกลับจากโรงเรียน ช่วยสอนการบ้าน ซักเสื้อผ้าด้วยกัน เล่านิทานก่อนนอน สิ่งเหล่านี้เป็นกิจวัตรประจำวันที่ผู้ดูแลสามารถใช้เวลาเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มีร่วมกันเพื่อให้เด็กได้รับรู้ถึงความเอื้ออาทรที่ผู้ใหญ่มีต่อเด็ก รับรู้ว่าตนเองไม่ได้โดดเดี่ยวต้องเผชิญสิ่งต่าง ๆ ตามลำพัง บรรยากาศที่ผ่อนคลาย ร่วมทุกข์ร่วมสุข แบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกันก่อให้เกิดความอบอุ่น กลมกลืน มีความมั่นใจ ไว้วางใจและเกิดความผูกพันที่มั่นคง
การมีพื้นที่ปลอดภัยช่วยให้เด็กรับรู้ว่าเสียงที่เปล่งออกมาเป็นเสียงที่ได้รับการได้ยิน ตัวตนของเด็กได้รับการมองเห็นและได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพในคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียม เรามาช่วยกันสร้างความไว้วางใจให้แก่เด็ก ๆ โดยเริ่มจากเรื่องง่าย ๆ ใกล้ตัวที่สามารถปฏิบัติได้จริง
“การสร้าง” ง่ายและใช้เวลาน้อยกว่า “การซ่อมสิ่งที่แตกร้าว” มาช่วยกันนะคะ
ผู้เขียน : รัชวรรณ สิงหะเนติ
นักสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก








